วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เผยภาพ ถนนสีเขียวท่ามกลางป่าคอนกรีต ในบราซิล


MThai News: เว็บไซต์ ต่างประเทศได้นำเสนอภาพถนน Rua Goncalo de Carvalho ในเมือง Porto Alegre ประเทศบราซิล ที่มีต้นชิงชังสีเขียวนับร้อยต้นขึ้นยาวตลอด 500 เมตร 
ต้นไม้ เหล่านี้ปลูกไว้ตั้งแต่ปี 1930 โดยคนงานในโรงเหล้าของเมืองใกล้ๆ พวกมันโตขึ้นและก็ปกคลุมทั่ว กลายเป็นทะเลสีเขียวท่ามกลางป่าคอนกรีต ต่อมามีนักธุรกิจต้องการรื้อถอนต้นไม้เพื่อขยายธุกิจจึงเกิดการต่อต้านจาก ชาวบ้าน
อย่างไรก็ตามในปี 2006 ถนนแห่งนี้ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกทางสิ่งแวดล้อมแห่งละตินอเมริกา ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของการมอบรางวัลนี้ให้แก่ถนนที่อยู่ในเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นักวิทย์พบ ซากโบราณสถานหิน เก่าแก่กว่าพีระมิดอียิปต์

โครงสร้างหิน,ซีเรีย
MThai News: สำนัก ข่าวต่างประเทศรายงานว่า นักวิทยาศาสตร์ได้เผยการค้นพบซากโบราณสถานหินในประเทศซีเรีย ซึ่งถูกเขียนบรรยายไว้ว่าเป็น สถานที่สำหรับศพ มีอายุกว่า 10,000 ปี ซึ่งเก่าแก่กว่าพีระมิดอียิปต์โราณ
ซากโบราณสถานหิน นี้ถูกค้นพบตั้งแต่ปี 2009 โดย นายโรเบิร์ต มาสัน นักโบราณคดีจากพิพิธภัณฑ์รอยัลออนแทริโอ แต่เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในซีเรีย ทำให้ไม่ทราบว่าจะสามารถเข้าไปสำรวจโครงสร้างหินนี้ได้อีกหรือไม่
มา สันกล่าวว่าซากโบราณสถานหินนี้อาจอยู่ในยุคนีโอลิธิค หรือเกือบๆยุคบรอนซ์ ประมาณ 6,00-10,0000 ปีที่แล้ว มันถูกสร้างให้ยื่นออกจากส่วนยื่นของเขา ซึ่งเป็นเรื่องน่าแปลก เพราะโครงสร้างหินนี้ไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าจะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เลย มันน่าจะเป็นสถานที่สำหรับศพ
สำหรับซากโบราณสถานหินนี้ตั้งอยู่ใกล้วิ หารเดอ มาร์ มูซา ซึ่งถูกยึดครองตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 อีกทั้งวิหารนี้น่าจะเคยถูกใช้เป็นหอคอย และถูกทำลายจากแผ่นดินไหว

วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สุดยอดเทคโนโลยี.....รีโมทเซนซิง (Remote Sensing)

รีโมทเซนซิงถูกนำมาใช้ในการสำรวจข้อมูลที่ให้ราย ละเอียดเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันและการเปลี่ยนแปลงอย่างประหยัดและรวดเร็วอัน เป็นประโยชน์ในการวิเคราะห์และวางแผนแก้ปัญหาในการจัดการทรัพยากรและสภาพแวด ล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพโดย อาศัยภาพถ่ายทางอากาศ (Aerial Photograph) หรือภาพถ่ายดาวเทียม (Satellite Imagery)โดยใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวกับข้อมูลซึ่งได้จากตัวรับสัญญาณระยะไกลที่เรียกว่า Remote Sensing คำว่ารีโมทเซนซิ่ง (Remote Sensing) เป็นประโยคที่ประกอบขึ้นมาจากการรวม   2  คำ ซึ่งแยกออกได้ดังนี้ คือ Remote = ระยะไกล  และ Sensing = การรับรู้   เมื่อรวมคำ 2 คำเข้าด้วยกัน คำว่า "Remote Sensing" จึงหมายถึง "การรับรู้จากระยะไกล"   โดยมีนิยามความหมายนี้ได้กล่าวไว้ว่า “เป็นการสำรวจตรวจสอบคุณสมบัติสิ่งใดๆ ก็ตาม โดยที่มิได้สัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นเลย”   ดังนั้นคำว่า "Remote Sensing"   จึงมีความหมายที่นิยมเรียกอย่างหนึ่งว่า   การสำรวจจากระยะไกล
         สรุป รีโมทเซนซิง หมายถึง การบันทึกหรือการได้มาซึ่งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวัตถุ พื้นที่เป้าหมายด้วยอุปกรณ์บันทึกข้อมูล (sensor) โดยปราศจากการสัมผัสกับวัตถุนั้นๆ  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการสำรวจจากระยะไกลนั่น
เอง ซึ่งอาศัยคุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อในการได้มาของข้อมูลของสิ่งต่างๆ บนพื้นผิวโลก 


คุณสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อในการได้มาของข้อมูลใน   3  ลักษณะ คือ
        - คลื่นรังสี (Spectral)
        - รูปทรงสัณฐานของวัตถุบนพื้นผิวโลก (Spatial)
        - การเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา (Temporal)
        ปัจจุบันได้นำมาใช้ในการศึกษาและวิจัยอย่างแพร่หลาย เพราะ ประหยัดเวลา ค่าใช้จ่ายในการสำรวจเก็บข้อมูล ความถูกต้อง และรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์   มีการพัฒนาให้ก้าวหน้าโดยมีการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือรับ
สัญญาณ ที่มีประสิทธิภาพสูง เทคนิคที่นำมาใช้ในการแปลตีความก็ได้รับการพัฒนาควบคู่กันไปให้มีความถูก ต้อง แม่นยำ และรวดเร็วยิ่งขึ้น จึงปรากฏว่ามีการนำข้อมูลทั้งภาพถ่ายทางอากาศ และ ภาพถ่ายดาวเทียม   มาใช้ประโยชน์เพื่อสำรวจหาข้อมูลและทำแผนที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน

ระบบรีโมทเซนซิง     
      แบ่งตามแหล่งกำเนิดพลังงานที่ก่อให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า มี 2 กลุ่มใหญ่ คือ
        1.  Passive remote sensing เป็นระบบที่ใช้กันกว้างขวางตั้งแต่เริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน โดยมีแหล่ง พลังงานที่เกิดตามธรรมชาติ คือ ดวงอาทิตย์เป็นแหล่งกำเนิดพลังงาน ระบบนี้จะรับและบันทึกข้อมูลได้ ส่วนใหญ่ในเวลากลางวัน และมีข้อจำกัดด้านภาวะอากาศ ไม่สามารถรับข้อมูลได้ในฤดูฝน หรือเมื่อมีเมฆ หมอก ฝน
        2.  Active remote sensing เป็นระบบที่แหล่งพลังงานเกิดจากการสร้างขึ้นในตัวของเครื่องมือสำรวจ เช่น ช่วงคลื่นไมโครเวฟที่สร้างในระบบเรดาห์ แล้วส่งพลังงานนั้นไปยังพื้นที่เป้าหมาย ระบบนี้ สามารถทำการรับและ
บันทึก ข้อมูล ได้โดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลา หรือ ด้านสภาวะภูมิอากาศ คือสามารถรับส่งสัญญาณได้ทั้งกลางวันและกลางคืน อีกทั้งยังสามารถทะลุผ่านกลุ่มเมฆ หมอก ฝนได้ในทุกฤดูกาล ในช่วงแรกระบบ passive remote sensing ได้รับการพัฒนามาก่อน และยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ส่วนระบบ active remote sensing มีการพัฒนาจากวงการทหาร แล้วจึงเผยแพร่เทคโนโลยีนี้ต่อกิจการพลเรือนในช่วงหลังการสำรวจในด้านนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะกับประเทศในเขตร้อนที่มีปัญหาเมฆ หมอก ปกคลุมอยู่เป็นประจำ 


การวิเคราะห์ข้อมูล (data analysis)    ภาพถ่ายดาวเทียม ประกอบด้วยวิธีการ ดังต่อไปนี้
        1) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสายตา (visual interpretation) เป็นการแปลตีความจากลักษณะองค์ประกอบของภาพ โดยอาศัยการพิจารณาปัจจัยด้านต่างๆ ได้แก่ สี (color, shade, tone) เงา (shadow) รูปทรง (fron) ขนาดของวัตถุ (size) รูป
แบบ (pattern) ลวดลายหรือ ลักษณะเฉพาะ (texture) และองค์ประกอบทางพื้นที่ (spatial components) ซึ่งเป็นหลักการตีความ เช่นเดียวกับการแปลภาพถ่ายทางอากาศ
        2) การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ (digital analysis and image processing) เป็นการตีความ ค้นหาข้อมูลส่วนที่ต้องการ โดยอาศัยหลักการทางคณิตศาสตร์และสถิติ ซึ่งการที่มีข้อมูลจำนวนมาก จึงไม่สะดวกที่จะทำการคำนวณด้วย
มือได้ ดังนั้นจึงมีการนำคอมพิวเตอร์มาใช้ ช่วยให้รวดเร็วในการประมวลผล มีวิธีการแปลหรือจำแนกประเภทข้อมูลได้ 2 วิธีหลัก คือ
        • การแปลแบบกำกับดูแล (supervised classification) หมายถึง การที่ผู้แปล เป็นผู้กำหนดตัวอย่างของประเภทข้อมูลให้แก่คอมพิวเตอร์ โดยใช้การเลือกพื้นที่ตัวอย่าง (traning areas) จากความรู้ด้านต่างๆเกี่ยวกับพื้นที่ศึกษา
รวมทั้งจากการสำรวจภาคสนาม
        • การแปลแบบไม่กำกับดูแล (unsupervised classification) เป็นวิธีการที่ผู้แปลกำหนดให้คอมพิวเตอร์แปลข้อมูลเอง โดยใช้หลักการทางสถิติ เพียงแต่ผู้แปลกำหนดจำนวน ประเภทข้อมูล (classes) ให้แก่เครื่อง โดยไม่ต้อง
เลือกพื้นที่ตัวอย่าง ให้ ผลลัพธ์จากการแปลจะต้องมีการตรวจสอบความถูกต้องและความน่าเชื่อถือ ก่อนนำไปใช้งานโดยการเปรียบเทียบกับสภาพจริงหรือข้อมูลที่น่าเชื่อถือได้ โดยวิธีการทางสถิติ

คุณสมบัติของภาพจากดาวเทียมสำรวจทรัพยากร
        • การบันทึกข้อมูลเป็นบริเวณกว้าง (Synoptic view) ภาพจากดาวเทียมภาพหนึ่งๆ ครอบคลุมพื้นที่กว้างทำให้ได้ข้อมูลในลักษณะต่อเนื่องในระยะเวลาบันทึกภาพ สั้นๆ สามารถศึกษาสภาพแวดล้อมต่างๆ ในบริเวณกว้าง
ขวาง ต่อเนื่องในเวลาเดียวกันทั้นภาพ เช่น ภาพจาก LANDSAT MSS และ TM หนึ่งภาพคลุมพื้นที่ 185X185 ตร.กม. หรือ 34,225 ตร.กม. ภาพจาก SPOT คลุมพื้นที่ 3,600 ตร.กม. เป็นต้น 

        • การบันทึกภาพได้หลายช่วงคลื่น ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรมีระบบกล้องสแกนเนอร์ ที่บันทึกภาพได้หลายช่วงคลื่นในบริเวณเดียวกัน ทั้งในช่วงคลื่นที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า และช่วงคลื่นนอกเหนือสายตามนุษย์ ทำให้แยก
วัตถุต่างๆ บนพื้นผิวโลกได้อย่างชัดเจน เช่น ระบบ TM มี 7 ช่วงคลื่น เป็นต้น
        • การบันทึกภาพบริเวณเดิม (Repetitive coverage) ดาวเทียมสำรวจทรัพยากรมีวงโคจรจากเหนือลงใต้ และกลับมายังจุดเดิมในเวลาท้องถิ่นอย่างสม่ำเสมอและในช่วงเวลาที่แน่นอน เช่น LANDSAT ทุก ๆ 16 วัน MOS ทุกๆ
17 วัน เป็นต้น ทำให้ได้ข้อมูลบริเวณเดียวกันหลายๆ ช่วงเวลาที่ทันสมัยสามารถเปรียบเทียบและติดตามการเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนพื้นผิวโลกได้เป็นอย่างดี และมีโอกาสที่จะได้ข้อมูลไม่มีเมฆปกคลุม
        • การให้รายละเอียดหลายระดับ ภาพจากดาวเทียมให้รายละเอียดหลายระดับ มีผลดีในการเลือกนำไปใช้ประโยชน์ในการศึกษาด้านต่างๆ ตามวัตถุประสงค์ เช่น ภาพจากดาวเทียม SPOT ระบบ PLA มีรายละเอียด 10 ม.
สามารถ ศึกษาตัวเมือง เส้นทางคมนาคมระดับหมู่บ้าน ภาพสีระบบ MLA มีรายละเอียด 20 ม. ศึกษาการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เฉพาะจุดเล็กๆ และแหล่งน้ำขนาดเล็ก และภาพระบบ TM รายละเอียด 30 ม. ศึกษาสภาพการใช้ที่ดินระดับจังหวัด เป็นต้น
        • ภาพจากดาวเทียมสามารถให้ภาพสีผสม (False color composite) ได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการขยายรายละเอียดเฉพาะเรื่องให้เด่นชัดเจน สามารถจำแนกหรือมีสีแตกต่างจากสิ่งแวดล้อม
        • การเน้นคุณภาพของภาพ (Image enhancement) ภาพจากดาวเทียมต้นฉบับสามารถนำมาปรับปรุงคุณภาพให้มีรายละเอียดเพิ่มขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนค่าความเข้ม ระดับสีเทา เพื่อเน้นข้อมูลที่ต้องการศึกษาให้

วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รูปแบบของฐานข้อมูล

รูปแบบของฐานข้อมูล
1. ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (The Hierarchical Database Model)
มีลักษณะเป็นแผนภูมิต้นไม้ (Tree) ความสัมพันธ์เป็นแบบพ่อกับลูก (Parent/Child Relation) ลูกค้าแต่ละคนจะไม่สามารถได้รับบริการจากพนักงานขายมากกว่าหนึ่งคนได้ สินค้าแต่ละชนิดก็จะถูกซื้อ โดยลูกค้าเพียงคนเดียวเท่านั้น ลักษณะของฐานข้อมูลแบบลำดับชั้นมีความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง  (one-to-one) และหนึ่งต่อกลุ่ม  (one-to-many) แต่ไม่มีความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (many-to-many)





2. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย  (The Network Database Model)
โดยโครงสร้างของฐานข้อมูลแบบเครือข่ายก็เป็น Tree เช่นเดียวกับฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น แต่จะเป็น Tree ที่ดูซับซ้อนมากขึ้นเพื่อรองรับความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่มนั่นเอง







3. ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์  (The Relational Database Model)
ใช้แสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลนั้นเป็นตารางซึ่งเก็บข้อมูลที่มีลักษณะเหมือนกันไว้





4. ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ  (The Object-Oriented  Database Model)
ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น แบบเครือข่าย และฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ล้วนจัดเก็บเฉพาะข้อมูล ไว้ในฐานข้อมูล ส่วนชุดคำสั่งที่ใช้ในการดำเนินการกับฐานข้อมูลจะจัดเก็บไว้ในซอฟแวร์ระบบจัดการฐานข้อมูลแยกต่างหาก แต่ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ จัดเก็บทั้งข้อมูลและชุดคำสั่งไว้ด้วยกัน จึงสามารถใช้งานร่วมกันได้โดยอัตโนมัติ ทำให้ฐานข้อมูลชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการจัดเก็บและจัดการ แต่มีการนำมาใช้งานน้อยกว่าฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ เนื่องจากมีความยุ่งยากซับซ้อนมากกว่า





5. ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ-สัมพันธ์ (The Object-Relational  Database Model)
สร้างขึ้นเพื่อให้ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์สามารถเพิ่มคุณสมบัติของแบบจำลอง เชิงวัตถุเข้าไปได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม ในด้านการออกแบบข้อมูลใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงระบบฐานข้อมูลเดิม โดยสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาจากแบบจำลองฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คือ สามารถสร้างชนิดข้อมูลที่กำหนดเองได้

วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ชาวเน็ตงง! คำเตือนแท็บเล็ตป.1 อ่านไม่ได้ความ





รายงานข่าวแจ้งว่า ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตโพสต์ภาพคำเตือนการใช้งานบนสติ๊กเกอร์ที่แปะกับส่วนแปลงกระแสไฟฟ้าของแท็บเล็ต ป.1 ที่นำเข้ามาจากบริษัทเสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ ซึ่งข้อความนั้นไม่สามารถสื่อความหมายได้ ดังนี้
เตือน
1.มือไม่สามารถเข้ามาติดต่อกับสองขาโลหะเมื่อเสียบที่ชาร์จ 
2.ที่ดีที่สุดภายใต้การดูแลผู้ใหญ่ของการดำเนินการเมื่อเด็กเสียบที่ชาร์จ
ทั้งนี้ภาพดังกล่าวถูกโพสต์ลงเว็บไซต์เฟสบุ๊กมาเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้ว จนมีผู้แสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่จะให้แท็บเล็ตป.1 ที่มีข้อความไม่ได้ศัพท์เช่นนี้ไปถึงมือเด็กๆ เพราะอาจเกิดอันตราย
ด้าน น.อ.สุรพล นะวะมวัฒน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในฐานะคณะกรรมการจัดทำทีโออาร์แท็บเล็ต ป.1 และที่ปรึกษาคณะกรรมการตรวจรับแท็บเล็ต กล่าวยอมรับว่า ภาพที่ปรากฏ เป็นความจริง เบื้องต้นทางคณะกรรมการตรวจรับแท็บเล็ต ได้ท้วงติงไปยังผู้ผลิตแล้ว โดยให้เปลี่ยนคำเตือนดังกล่าวเสียใหม่ และยืนยันว่าแท็บเล็ตลอตใหม่ 10,000 เครื่องที่เพิ่งส่งมาถึงเมืองไทย ได้มีการปรับเปลี่ยนสติกเกอร์คำเตือนดังกล่าวแล้ว

วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

                เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ เอเชียอาคเนย์ มีพื้นที่ประมาณ4,600,000 ตารางกิโลเมตร ประชากรประมาณ 593,000,000คน (2008) ความหนาแน่นของประชากรเฉลี่ย 116.5 คนต่อตารางกิโลเมตร มีที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปเอเชีย ประกอบด้วยประเทศ 11 ประเทศ ลักษณะทำเลที่ตั้งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนภาคพื้นทวีปและภาคพื้นสมุทร ส่วนภาคพื้นทวีป ได้แก่ พม่า ไทย เวียดนาม ลาว กัมพูชา และมาเลเซียตะวันตก และภาคพื้นสมุทร ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซียตะวันออก ติมอร์ตะวันออก บรูไน และสิงคโปร์ ลักษณะภูมิประเทศแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ที่ราบลุ่มแม่น้ำ (ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขง ที่ราบลุ่มแม่น้ำแดง ที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา) ที่ราบสูง (ที่ราบสูงในรัฐฉาน เทือกเขาอาระกันโยมา พื้นที่ส่วนใหญ่ของลาว ตอนเหนือของมาเลเซียตะวันตก) และ เขตหมู่เกาะ (หมู่เกาะอินโดนีเซีย หมู่เกาะฟิลิปปินส์ เกาะสิงคโปร์)
โครงสร้างทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่วนใหญ่เป็นแบบเกษตรกรรม ยกเว้นสิงคโปร์และบรูไนซึ่งมีการพัฒนาอุตสาหกรรมก้าวหน้าไปมาก ในขณะเดียวกันทุกประเทศก็พัฒนาอุตสาหกรรมจนมีความก้าวหน้าไปมาก เช่น ไทย มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย ในปัจจุบัน กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเมืองใหญ่ที่สำคัญหลายเมือง เช่น จาการ์ตา (เมืองใหญ่ที่สุดในภูมิภาค) กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา เชียงใหม่ โฮจิมินห์ซิตี ฮานอย ปุตราจายา กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ บันดาร์เสรีเบกาวัน ภูเก็ต เป็นต้น

ธงชาติ ประเทศ เมืองหลวง พื้นที่ (ตร.กม.) ประชากร (2552) ความหนาแน่น
ธงชาติของอินโดนีเซีย อินโดนีเซีย จาการ์ตา 1,904,569 240,271,522 126
ธงชาติของสหภาพพม่า พม่า เนปีดอ 678,000 50,019,775 74
ธงชาติของไทย ไทย กรุงเทพมหานคร 514,000 67,764,033 132
ธงชาติของเวียดนาม เวียดนาม ฮานอย 331,210 88,069,000 265
ธงชาติของมาเลเซีย มาเลเซีย กัวลาลัมเปอร์ 329,750 33,318,000 83
Flag of the Philippines ฟิลิปปินส์ มะนิลา 300,000 91,983,102 307
ธงชาติของลาว ลาว เวียงจันทน์ 236,800 6,320,429 27
ธงชาติของกัมพูชา กัมพูชา พนมเปญ 181,035 14,805,358 82
ธงชาติของประเทศติมอร์ตะวันออก ติมอร์ตะวันออก ดิลี 14,874 1,134,000 76
ธงชาติของบรูไน บรูไน บันดาร์เสรีเบกาวัน 5,765 400,000 70
ธงชาติของสิงคโปร์ สิงคโปร์ สิงคโปร์ 665 4,987,600 7,023