|
|
|||
วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555
วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555
การวัดความเป็นโลกาภิวัตน์
เมื่อมองโลกาภิวัตน์เฉพาะทางเศรษฐกิจ
การวัดอาจทำได้หลายทางที่แตกต่างกัน
โดยดูจากการรวมศูนย์การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจที่อาจบ่งชี้ความเป็นโลกา
ภิวัตน์เห็นได้ 4 แนวดังนี้:
เนื่องจากโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ปรากฏการณ์อย่างเดียวทางเศรษฐกิจ การใช้การเข้าสู่ปัญหาด้วยวิธีแบบหลายตัวแปรมาเป็นตัวชี้วัดความเป็นโลกา ภิวัตน์จึงเกิดขึ้นโดยการเริ่มของ “ถังความคิด” (Think tank) ในสวิสเซอร์แลนด์ KOF ดัชนีมุ่งชี้วัดไปที่มิติหลัก 3 ตัวของโลก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง นอกจากการใช้ตัวชี้วัดหลักทั้งสามตัวนี้แล้ว ดัชนีรวมของโลกาภิวัตน์และตัวชี้วัดกึ่งดัชนีโยงไปถึงการเคลื่อนไหวจริงทาง เศรษฐกิจ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อของบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลของความใกล้ชิดติดต่อกันทางวัฒนธรรม เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการคำนวณด้วย มีการเผยแพร่ข้อมูลนี้เป็นรายปี เป็นข้อมูลรวมของประเทศต่างๆ 122 ประเทศดังในรายละเอียดใน “Dreher, Gaston and Martens (2008)” [6].
จากดัชนีดังกล่าว ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลกได้แก่เบลเยียม ตามด้วยออสเตรีย สวีเดน สหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์น้อยที่สุดตามดัชนี KOF ได้แก่ไฮติ เมียนมาร์ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และบูรุดี[4] การวัดอื่นๆ มองภาพโลกาภิวัตน์ในฐานะเป็นกระบวนการที่เป็นปฏิสัมพันธ์ของการหลอมกระจายเพื่อหาระดับของผลกระทบ (Jahn 2006)
- ทรัพยากรและสินค้าและบริการ เช่น ความต้องการทรัพยากรธรรมชาติ การส่งออกและนำเข้าสินค้าที่เป็นสัดส่วนกับรายได้ต่อหัวของประชาชาติ
- แรงงานและคน เช่น อัตราการย้ายถิ่นฐานเข้าและออกโดยชั่งน้ำหนักกับประชากร
- เงินทุน เช่น การเปลี่ยนแปลงทางการเงิน การไหลเข้าและไหลออกของเงินลงทุนทางตรงที่เป็นสัดส่วนกับรายได้ประชาชาติและรายได้ต่อหัวของประชากร
- อำนาจและเทคโนโลยี เช่น ความมั่นคง การย้ายขั้วทางการเมือง การเคลื่อนไหวกองกำลังติดอาวุธ การเคลื่อนไหวของงานวิจัยและ พัฒนา สัดส่วนของประชากร (และอัตราการเปลี่ยนแปลงที่ตามมา) ใช้เทคโนโลยีที่เกิดใหม่ (เทคโนโลยีขั้นก้าวหน้า เช่น การใช้อาวุธใหม่ การใช้โทรศัพท์ รถยนต์ อินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ ฯลฯ)
เนื่องจากโลกาภิวัตน์ไม่ใช่ปรากฏการณ์อย่างเดียวทางเศรษฐกิจ การใช้การเข้าสู่ปัญหาด้วยวิธีแบบหลายตัวแปรมาเป็นตัวชี้วัดความเป็นโลกา ภิวัตน์จึงเกิดขึ้นโดยการเริ่มของ “ถังความคิด” (Think tank) ในสวิสเซอร์แลนด์ KOF ดัชนีมุ่งชี้วัดไปที่มิติหลัก 3 ตัวของโลก ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง นอกจากการใช้ตัวชี้วัดหลักทั้งสามตัวนี้แล้ว ดัชนีรวมของโลกาภิวัตน์และตัวชี้วัดกึ่งดัชนีโยงไปถึงการเคลื่อนไหวจริงทาง เศรษฐกิจ ข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อของบุคคล ข้อมูลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของข้อมูลข่าวสาร และข้อมูลของความใกล้ชิดติดต่อกันทางวัฒนธรรม เหล่านี้ถูกนำมาใช้ในการคำนวณด้วย มีการเผยแพร่ข้อมูลนี้เป็นรายปี เป็นข้อมูลรวมของประเทศต่างๆ 122 ประเทศดังในรายละเอียดใน “Dreher, Gaston and Martens (2008)” [6].
จากดัชนีดังกล่าว ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุดในโลกได้แก่เบลเยียม ตามด้วยออสเตรีย สวีเดน สหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์น้อยที่สุดตามดัชนี KOF ได้แก่ไฮติ เมียนมาร์ สาธารณรัฐแอฟริกากลาง และบูรุดี[4] การวัดอื่นๆ มองภาพโลกาภิวัตน์ในฐานะเป็นกระบวนการที่เป็นปฏิสัมพันธ์ของการหลอมกระจายเพื่อหาระดับของผลกระทบ (Jahn 2006)
เอ.ที. เคียร์นีย์ ( A.T. Kearney) และวารสารนโยบายต่างประเทศ ( Foreign Policy Magazine) ได้ร่วมกันตีพิมพ์ “ดัชนีโลกาภิวัตน์” (Globalization Index) ขึ้นอีกแหล่งหนึ่ง จากดัชนีเมื่อ พ.ศ. 2549 ผลปรากฏว่า สิงคโปร์ ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ แคนาดา และเดนมาร์กเป็นประเทศที่เป็นโลกาภิวัตน์มากที่สุด อียิปต์ อินโดนีเซีย อินเดียและอิหร่านเป็นโลกาภิวัตน์น้อยที่สุด ส่วนไทยอยู่ในลำดับที่ 45 และจากดัชนีในปีถัดมาคือ พ.ศ. 2550 อับดับความเป็นโลกาภิวัตน์ของไทย
วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555
เด็กไทยอ่อนวิทย์ ติดอันดับรั้งท้ายโลก เฉลี่ย100คน เก่งเพียง0.6คน
(ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข่าว)
เด็กไทยอ่อนวิทย์ ติดอันดับรั้งท้ายโลก เฉลี่ย100คน เก่งเพียง0.6คน
รายงาน ข่าวแจ้งว่า จากการประเมินผลการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับนานาชาติ หรือ PISA (พิซ่า)ของคีนัน องค์กรสาธารณะประโยชน์นานาชาติ พบว่า นักเรียนไทยอยู่ในอันดับที่ 49 จากการประเมิน 65 ประเทศทั่วโลก ซึ่งวัดจากผลสอบวิชาวิทยาศาสตร์ประจำปี 2555
โดย เด็กไทยที่สอบผ่านเกณฑ์ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD มีเพียงร้อยละ 0.6 หรือคิดเป็น เด็กไทย100 คนมีเด็กเก่งวิทย์เพียง 0.6 คน ซึ่งแตกต่างจากประเทศจีน ซึ่งมีเด็กเก่งวิทยาศาสตร์สูงสุดถึงร้อยละ 28.2 รองลงมาคือ ฟินแลนด์ ฮ่องกง และญี่ปุ่น
ทั้งนี้ผลการประเมินจากพิซ่า ระบุว่า ไทยอยู่ในอันดับรั้งท้ายของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งสาเหตุมาจากการให้ความสำคัญในชั่วโมงเรียนวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีเพียง 2 ชม.ต่อสัปดาห์ รวมทั้งกระบวนการสอนไม่มุ่งเน้นให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ แต่เป็นการสอนเพื่อให้สอบผ่าน
อย่างไรก็ตามทำให้สพฐ.สสวท. และองค์กรด้านการศึกษาที่เกี่ยวข้องต่างร่วมมือกันแก้ไขปัญหาทั้งระบบรวมถึง นโยบาย โดยได้ประกาศจัดตั้งสถาบันวิทยาศาสตร์ เป็นหน่วยงานรับผิดชอบและเร่งรัดคุณภาพการศึกษาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปี 2552-2561 อีกทั้งการผลิตครูสายวิทย์จะต้องเป็นบัณฑิตย์ที่ผ่านการเกณฑ์วัดคุณภาพ เพื่อให้ระบุเป็นครูวิชาชีพเฉพาะด้าน
วันอาทิตย์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2555
แกรมมี่ยังไม่แถลง หลังโพสท์มิวสิกเพลงในเว็บไซต์ยูทูป
แกรมมี่ยังไม่แถลง หลังโพสท์มิวสิกเพลงในเว็บไซต์ยูทูป
จากกรณีที่ นายกริช ทอมมัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (สายธุรกิจเพลง) บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวถึงการถอดมิวสิควีดิโอเพลงของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ออกจากยูทูป เนื่องจากพบว่ามีการละเมิดลิขสิทธิ์ โดยการนำเอามิวสิควีดิโอไปใช้อย่างผิดกฎหมาย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้จากธุรกิจดาวน์โหลด จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างแพร่หลายนั้น
ซึ่งล่าสุดรายงานข่าวแจ้งว่า จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ได้ตัดสินใจนำมิวสิควีดิโอเพลงของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่กลับเข้าไปในเว็บไซต์ยูทูปแล้ว โดยออฟฟิศเชียล มิวสิกวิดีโอของศิลปินในสังกัด ถูกโพสท์ในเว็บไซต์ยูทูปทั้ง 13 เพลง ตั้งแต่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา
ประกอบไปด้วยเพลง ไม่รัก…ไม่ต้อง ของ “นิว จิ๋ว”, เพลงอันตราย ของ “บี พีระพัฒน์”, เพลงเหตุผลข้อเดียว ของ “กะลา”, เพลงเรารักกันอยู่ไหม ของ “เอ็ม อรรถพล”, เชื่อในตัวฉัน – แหนม รณเดช, เอ๊ะๆ – So Cool, หนึ่งเหตุผลของคนรอ – Natural Sense, เพลงอุ่นใจ ของ “พลพล”
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการแถลงอย่างเป็นทางการ ว่าเหตุใดถึงกลับมาเพราะเพิ่งจะประกาศถอดไปเพียงไม่กี่วัน และก่อนหน้านี้ที่ทางแกรมมี่ประกาศให้ผู้ชม สามารถรับชมได้ทาง www.gmember.com นั้น ก็พบว่ามีการลิงค์มาที่ยูทูป ชัดเจนว่าทางแกรมมี่กลับมาโพสท์ในเว็บไซต์ยูทูปอีกครั้ง
วันพฤหัสบดีที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2555
แผ่นดินไหวเขย่าพม่า3.3ริกเตอร์
กรมอุตุนิยมวิทยาของไทยรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2555 เวลา01.10 น.เกิดเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า วัดแรงสั่นสะเทือนได้3.3ริกเตอร์ เบื้องต้นยังไม่มีรายงานความเสียหาย
วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555
สาธารณสุข เชื่อ ขึ้นภาษีสุรา บุหรี่ เพียงเล็กน้อย ไม่ช่วยลดผู้บริโภค
สาธารณสุข เชื่อ ขึ้นภาษีสุรา บุหรี่ เพียงเล็กน้อย ไม่ช่วยลดผู้บริโภค
นายแพทย์สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เปิดเผยว่า การ ขึ้นราคาสุรา บุหรี่ไม่ได้ช่วยลดจำนวนผู้บริโภค เนื่องจากถือว่าขึ้นเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่มาก และอาจทำให้ประชาชนหันไปบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิดอื่น หรือยี่ห้อที่มีแอลกอฮอล์ไม่ถึง 15% แทน เช่น เบียร์และไวน์
ทั้ง นี้การขึ้นราคาของรัฐบาลนั้นมาถูกทางแล้ว แต่หากต้องการลดจำนวนให้มากกว่านี้ ก็ควรควบคุมไม่ให้มีการโฆษณา รวมถึงควบคุมการเข้าถึงมากกว่า พร้อมกับการปราบปรามเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เถื่อนควบคู่ไปด้วย
ด้าน ศาสตราจารย์นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ขึ้นภาษีถือเป็นวิธีสากลเพราะหลายๆประเทศต้องขึ้นทุกปี มีเพียงประเทศไทยที่3ปีหลังไม่ขึ้นเลย จึงทำให้มีผู้สูบสูงขึ้น 5-6 แสนคน รวมผู้สูบทั่วประเทศ 13 ล้านคน เป็นเยาวชนเกือบ 2 ล้านคน สำหรับมาตรการดังกล่าวเชื่อว่าจะทำให้ผู้สูบหน้าใหม่ ซึ่งเป็นเยาวชนมีน้อยลง แต่สำหรับผู้มีรายได้ปานกลางก็คงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสักเท่าไหร่
เปิดอัตราราคา หลังประกาศขึ้นภาษี เหล้า บุหรี่
ราคาเหล้า ราคาบุหรี่
MThai News : กฎกระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตร สุรา-บุหรี่ ประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา และบังคับใช้ทันที โดย
- บุหรี่นอกปรับขึ้นซองละ 9-10 บาท
- บุหรี่ไทยปรับขึ้นซองละ 5-6 บาท
- สุราขาวจาก 120 บาท เป็น 150 บาท
- สุราผสมจาก 300 บาทเป็น 350 บาท
ประกาศกรมสรรพสามิต เรื่อง กำหนดราคายาสูบที่ทำในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๕
กฎกระทรวง กำหนดชนิดของสุราและอัตราภาษีสุรา (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕
จาก อัตราดังกล่าวจะทำให้สุราหลายรายปรับราคาขึ้น เช่น ราคาของเบลนด์ 285 น่าจะปรับเพิ่มขึ้นประมาณขวดละ 14 บาท หรือปรับเพิ่มขึ้นจากราคาเดิม 193 บาท เป็นประมาณ 207-210 บาทต่อขวด ส่วนรีเจนซี่ คาดว่าราคาจะปรับเพิ่มขึ้นราว 2%
ในส่วนของเหล้าแช่ หรือเบียร์นั้น มีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณเต็มเพดานแล้วไม่สามารถปรับเพิ่มได้นอกจากต้องมีการแก้ไขเพดานการจัดเก็บ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)