วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

ตื่น! ฝูงปูแสมพาเหรดข้ามถนนที่ภูเก็ต คาดเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ


ขณะที่บางส่วนเชื่อเป็นการหาที่วางไข่แห่งใหม่ของปูแสม จี้เจ้าหน้าที่ช่วยหาคำตอบ
รายงานข่าวแจ้งว่าวานนี้ (30ก.ย.) ที่บริเวณริมป่าชายเลนติดถนนศักดิเดชน์ ซอย 1 ตรงข้ามที่ทำการสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลน ที่ 23 ภูเก็ต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ได้เกิดเหตุประหลาดขึ้น เมื่อมีฝูงปูแสมนับพันตัว พาเหรดเดินข้ามถนน ไปยังป่าชายเลนฝั่งตรงข้าม
ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความแตกตื่นให้กับผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก ต่างพากันจอดรถหยุดดู และจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง นานา บ้างว่าเป็นการเดินทางไปวางไข่ยังที่แห่งใหม่ของปูแสม เนื่องจากพื้นที่ที่เคยอยู่ร้อนจัด จนไม่สามารถที่จะวางไข่ได้
รวมไปถึงวันเวลาดังกล่าวตรงกับวันขึ้น 15ค่ำ ซึ่งทำให้น้ำขึ้นสูง ปูจึงหนีน้ำขึ้นบนต้นไม้บริเวณป่าชายเลน และเมื่อน้ำลงปูจึงลงจากต้นไม้ และกลับไปอยู่ในรูเหมือนเดิม แต่ก็มีบางส่วนที่มองว่าเป็นสัญญาณเตือนจากธรรมชาติ เพราะปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่เคยเกิดขึ้นหรือพบเห็นได้น้อยมาก

วันเสาร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2555

สั่งอพยพคน หลังคันดินนิคมฯลาดกระบังพัง น้ำทะลักเข้าท่วม

ประจำวัน

ภาพจาก bangkokbiznews
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมเหตุแล้ว คาดก่อนเที่ยงคืนเข้าสู่ภาวะปกติ
เมื่อเวลา 17.20 น. ได้เกิดคันดินกั้นน้ำของนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง พังทลาย ทำให้น้ำในคลองลำแตงโม ไหลทะลักและเริ่มท่วมถนนในนิคม โดยบางบริษัท ได้สั่งอพยพคนและหยุดการผลิตแล้ว
ทั้งนี้เมื่อเวลา 20.00น. ทางเจ้าหน้าที่จากหลายภาคส่วน ได้ระดมกำลังเข้าระงับเหตุแล้ว และระดับจากที่สูงถึง 50ซม. ได้ลดระดับลงเหลือ 18 ซม.แล้ว
และคาดว่า ปริมาณน้ำยังลดระดับลงตามลำดับ กลับเข้าสู่สภาวะปกตินั้นในเวลา 24.00 น.

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

เกิดแผ่นดินไหว 2ครั้งติด ที่เชียงใหม่-กาญจนบุรี


เบื้องต้นไม่มีรายงานเสียหาย ยันเขื่อนในพื้นที่ไม่ได้รับผลกระทบ
มีรายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 00.40 น. วันนี้ (29 ก.ย.) มีรายงานว่าเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 1.6 ริกเตอร์ ที่ ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ขณะเดียวกันเมื่อช่วงกลางดึกของคืนที่ผ่านมา ที่บริเวณอำเภอทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ก็ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้นเช่นกัน แต่มีขนาด ขนาด 2.9 ริกเตอร์ แต่ทั้ง 2เหตุการณ์ ก็ไม่มีรายงานหรือพบความเสียหาย
ทั้งนี้จากเหตุที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนมีความวิตกกังวลว่าเขื่อนศรี นครินทร์-บริหาร ที่ตั้งอยู่ในอ.ศรีสวัสดิ์ อาจได้รับผลกระทบนั้น นายวนิช แสงสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขื่อน ก็ได้ออกมายืนยันว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นแรงกระเพื่อนมของแผ่นดินไหว ไม่ได้กระทบถึงตัวเขื่อน ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่าเขื่อนมีความปลอดภัย และไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างได
ทั้งนี้หากประชาชนที่ห่วงความปลอดภัยของเขื่อนศรีนครินทร์ หากต้องการเห็นสภาพเขื่อนศรีนครินทร์ในปัจจุบัน สามารถเข้าชมจากกล้อง CCTV ได้ที่ http://cctvsnr.egat.com

วันพฤหัสบดีที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2555

ประธานาธิบดีอิหร่าน เสนอจัดระเบียบโลก ให้ทุกประเทศเท่าเทียม

มาห์มูด อาห์มาดิเนจัด
นายมาห์มูด อาห์มาดิเนจัด ประธานาธิบดีอิหร่าน เสนอการจัดระเบียบโลกใหม่ ให้สหรัฐและประเทศมหาอำนาจลดบทบาทลง และให้ทุกประเทศมีฐานะเท่าเทียมกัน
ทั้งนี้เขากล่าวว่าในโลกยุคใหม่ ความเกลียดชังและความไม่จริงใจจะหมดไป มีแต่ความเท่าเทียมและความยุติธรรม ตอนนี้โลกหมดความอดทนกับสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว แม้แต่เด็กประถมทั่วโลกยังเข้าใจว่ารัฐบาลสหรัฐกำลังดำเนินนโยบายระหว่าง ประเทศอย่างเกเร เขาเชื่อว่าโลกจะไม่ได้เห็นผู้ครองจักรวรรดิออกคำสั่งอีกต่อไป ซึ่งการที่นานาชาติคัดค้านโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน เป็นเพียงข้อแก้ตัวของชาติตะวันตกที่ต้องการเข้าไปครอบงำอิหร่านเท่านั้น
นอกจากนี้ นายนายมาห์มูด อาห์มาดิเนจัดยังเสนอให้จัดตั้งกลุ่มใหม่ที่มีสมาชิกประมาณ 10-11 ประเทศ เพื่อหาทางยุติสงครามกลางเมืองในซีเรียที่ยืดเยื้อมานาน 18 เดือน และกล่าวด้วยว่า เขาจะทำทุกอย่างเท่าที่มีอำนาจทำได้ เพื่อก่อให้เกิดเสถียรภาพ สันติภาพ และความเข้าอกเข้าใจในซีเรีย
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีอาห์มาดิเนจาดยินดีเจรจาต่อไปแม้ว่าการเจรจากับมหาอำนาจโลกจะ หยุดชะงักหลังจากมีการเจรจาระดับสูงมาแล้ว 3 รอบนับจากเดือนเมษายน และเขาจะไม่ปิดกั้นการหารือกับผู้ที่จะชนะการเลือกตั้งสหรัฐฯ

โรคหัวใจขาดเลือด ทำคนไทยตาย ชั่วโมงละ 2 คน


“โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน” หรือ Acute Coronary Syndrome หรือ Heart Attack คืออันตรายและภัยเงียบ
จากข้อมูลจากกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ปัจจุบันโรคหลอดเลือดเป็นสาเหตุการป่วยและเสียชีวิตของคนไทยสูงเป็นอันดับ 3 รองจากมะเร็งและอุบัติเหตุจราจร
โดยมีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ 18,000 ราย สาเหตุส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 80 เกิดมาจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด จากปัญหาหลอดเลือดไปเลี้ยงหัวใจตีบตัน พบผู้ป่วยรายใหม่ปีละประมาณ 22,000 ราย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
จากการศึกษาของสมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับสถาบันโรคทรวงอก และหน่วยงานอื่นๆ ทั่วประเทศ 17 หน่วยงาน พบว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันชนิดรุนแรง มีอัตราการตายสูงถึงร้อยละ 17 ซึ่งสูงกว่าต่างประเทศที่พบร้อยละ 7 หรือกว่า 2 เท่าตัว
กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ชั่วโมงละ 2 คน ซึ่งตัวเลข 2 คนนี้ ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูง และมีความสำคัญยิ่ง เพราะคนตายมักอยู่ในวัยทำงานหาเลี้ยงครอบครัว มีคุณค่าต่อครอบครัว เพราะมันเป็นภัยเงียบ มักไม่รู้ตัวหรือมีอาการมาก่อน หากไม่ดูแลเฝ้าระวังสุขภาพ

โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
มีสาเหตุมาจากการตีบตัน แคบลงของหลอดเลือดแดง เนื่องจากมีไขมันและคอเลสเตอรอลไปเกาะที่ผนังของหลอดเลือด โดยผู้ป่วยจะมีอาการแสดงออกเมื่อมีการตีบตันมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป ในลักษณะเจ็บแน่นหน้าอกเวลาออกแรงมากๆ เครียด หรือหลังจากทานอาหารมื้อหนัก ส่วนมาก 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะเจ็บบริเวณกลางหน้าอก คล้ายมีอะไรบีบรัดหรือกดทับและอาจร้าวไปที่คอ กราม ไหล่ซ้าย หรืออาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหงื่อออก หน้ามืด อาเจียน ซึ่งอาการเจ็บดังกล่าวหากนั่งพักจะหายไปเอง
การรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย การรักษาที่ผู้ป่วยจะได้รับ
๑. การให้ออกซิเจน
๒. การให้ยาแก้ปวด
๓. การใช้ยาขยายหลอดเลือด
๔. การใช้ยาป้องกันเลือดแข็งตัว หรือ ยาละลายลิ่ม
๕. การรักษาอย่างอื่น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายๆไป
โดยทั่วๆไปผู้ป่วยต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีแพทย์เชี่ยวชาญทางโรค หัวใจโดยเฉพาะผู้ป่วยอาจมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือ ภาวะหัวใจล้มเหลว เกดขึ้นได้ ผู้ป่วยควรจะได้รับการตรวจสัญญาณชีพจรบ่อยๆ  และควรจะได้บันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจอยู่ตลอดเวลา
ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ให้อมยาไนโตรกลีเซอรีน หรือ ไนเตรตใต้ลิ้น แล้วรีบมาโรงพยาบาล
ปัจจัยเสี่ยงต่อโรค
๑. เพศชายอายุ ๔๐ ปี เพศหญิงวัยหมดประจำเดือน
๒. การสูบบุหรี่
๓. ภาวะไขมันในเลือดสูง
๔. ความดันโลหิตสูง
๕. โรคเบาหวาน
๖. อ้วน
วิธีการปฏิบัติเพื่อป้องกันโรค
๑. ความคุมความดันโลหิตสูง โดยการควบคุมอาหาร และการใช้ยา
๒. หยุดสูบบุรี่
๓. ลดระดับความมันในเลือด โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีน้ำมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว และกะทิ
๔. ปรับปริมาณแคลลอรี่ในอาหารให้พอดี เพื่อให้ได้น้ำหนักตัวที่เหมาะสมกับความสูง
๕. ออกกำลังกายพอประมาณทุกวัน หรืออย่างน้อย ครั้งละ ๒๐ นาที ๓ ครั้งต่อสัปดาห์
๖. ถ้าเป็นเบาหวานความควบคุมน้ำตาลให้ดี

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

กทม.ของบ 1.3 หมื่นล้าน ทำ26โครงการ แก้น้ำท่วมกรุงเทพ

อุโมงค์ระบายน้ำ
นายสัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า จากการที่รัฐบาลมีโครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในอนาคต โดยใช้งบประมาณ 350,000 ล้านบาทนั้น
ทางสำนักการระบายน้ำ (สนน.) ได้เสนอขออนุมัติแผนงานโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการบริหารจัดการน้ำระยะ ยั่งยืนกรุงเทพมหานคร จำนวน 26 โครงการ งบประมาณจำนวน 13,943 ล้านบาท ต่อคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) แล้ว ก่อนเสนอรัฐบาลเพื่อขอความเห็นชอบต่อไป ประกอบด้วย
1.สร้างอุโมงค์ระบายน้ำจากบึงหนองบอนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 4.9 พันล้านบาท
2.ปรับปรุงระบบระบายน้ำด้านใต้คลองภาษีเจริญ-คลองสนามชัย (สร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองพระยาราชมนตรี ตอนที่ 2) 470 ล้านบาท
3.ปรับปรุงระบบระบายน้ำด้านเหนือคลองภาษีเจริญ ช่วงคลองมหาสวัสดิ์ (สร้างเขื่อนค.ส.ล.คลองพระยาราชมนตรี ตอนที่ 3) 558 ล้านบาท
4.ปรับปรุงระบบระบายน้ำด้านใต้คลองดาวคะนอง (สร้างสถานีสูบน้ำและเขื่อนค.ส.ล.คลองรางสะแก) 360 ล้านบาท 5.สร้างเขื่อนค.ส.ล.และประตูระบายน้ำคลองบางเขน (ถ.พิบูลสงคราม-คลองบางบัว) 751 ล้านบาท
6.สร้างเขื่อนค.ส.ล.และประตูระบายน้ำ คลองเปรมประชากร คลองบางเขน-ประตูระบายน้ำคลองเปรมประชากรฝั่งใต้ 1,343 ล้านบาท
7.สร้างเขื่อนค.ส.ล.และประตูระบายน้ำคลองลาดพร้าว คลองบางบัว คลองถนน คลองสองและคลองบางซื่อ จากบริเวณเขื่อนเดิมอุโมงค์ยักษ์พระรามเก้ารามคำแหงถึงบริเวณประตูระบายน้ำ คลองสองสายใต้ 2,206 ล้านบาท
8.สร้างเขื่อนค.ส.ล.และประตูระบายน้ำคลองประเวศบุรีรมย์ ถ.สุขุมวิท-ประตูระบายน้ำลาดกระบัง 1,837 ล้านบาท
9.สร้างเขื่อนค.ส.ล.และประตูระบายน้ำคลองแสนแสบ ถ.กาญจนาภิเษก-ตลาดมีนบุรี 709 ล้านบาท
10.สร้างบ่อพักพร้อมประตูปิดกั้นน้ำตามแนวคลองสายหลัก พื้นที่ฝั่งตะวันออก 140 ล้านบาท
11.สร้างบ่อพักพร้อมประตูปิดกั้นน้ำตามแนวคลองสายหลัก พื้นที่ฝั่งตะวันตก 113 ล้านบาท
12.ปรับปรุงทำนบกั้นน้ำคลองลำกระดาน 2 (ถ.ไมตรีจิต) 15 ล้านบาท
13.ปรับปรุงทำนบกั้นน้ำคลองแปด (ถ.ไมตรีจิต) 21 ล้านบาท
14.ปรับปรุงทำนบกั้นคลองเก้า (ถ.ไมตรีจิต) 21 ล้านบาท
15.ปรับปรุงทำนบกั้นน้ำคลองสิบ (ถ.คลองสิบ-สิบสี่) 21 ล้านบาท
16.ปรับปรุงทำนบกั้นน้ำคลองสิบเอ็ด (ถ.คลองสิบ-สิบสี่) 22 ล้านบาท
17.ปรับปรุงทำนบกั้นน้ำคลองบุหรีพวง (ถ.คลองสิบ-สิบสี่) 14 ล้านบาท
18.ปรับปรุงทำนบกั้นน้ำคลองสิบสอง (ถ.คลองสิบ-สิบสี่) 21 ล้านบาท
19.ปรับปรุงประตูระบายน้ำบางชัน (คลองแสนแสบ) 10 ล้านบาท
20.ปรับปรุงประตูระบายน้ำลาดพร้าว 56 จำนวน 29 ล้านบาท
21.ก่อสร้างประตูระบายน้ำคลองหนึ่งตะวันตก (คลองสามวา) 22 ล้านบาท
22.เพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำบางซื่อ 75 ล้านบาท
23.เพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำสามเสน 72 ล้านบาท
24.เพิ่มประสิทธิภาพสถานีสูบน้ำคลองบำหรุ 27 ล้านบาท
25.ปรับปรุงประตูระบายน้ำแสนแสบ (มีนบุรี) 35 ล้านบาท
และ 26.สร้างประตูระบายน้ำคลองสองสายใต้ 150 ล้านบาท

วันจันทร์ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2555

เตือนระวัง กทม.จมน้ำ หวั่นตุลาคม น้ำเหนือ น้ำฝน น้ำหนุน เจอกัน



ขอบคุณข้อมูลจาก ทีวีไทย / ภาพ MThai News

นายธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล หน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ ภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงสถานการณ์วิกฤติน้ำในประเทศไทยปี 2555 ว่า ปีนี้พื้นที่กรุงเทพมหานครยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีร่องมรสุมและพายุพาดผ่านประเทศไทย นานผิดปกติโดยยังไม่สามารถหาสาเหตุได้ ซึ่งตามปกติแล้วร่องมรสุมจะอยู่ประมาณ 4-7 วัน แต่ปีนี้อยู่มาเกือบ 1 เดือนแล้ว ซึ่งร่องมรสุมที่พาดผ่านนานก็จะทำให้ฝนตกหนัก จึงถือว่ากรุงเทพมหานคร มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดน้ำท่วมที่มาจากน้ำฝน
สำหรับปีนี้คาดว่าจะมีพายุเข้ามาในช่วงเดือนตุลาคม เหมือนปี 2533 ,2539 และ 2549 ที่ทำให้น้ำท่วมภาคกลางซึ่งมีโอกาสสูงมาก และประมาณวันที่ 29 กันยายน ถึง 2 ตุลาคมนี้ คาดว่า จะมีฝนตกหนักซึ่งต้องจับตามองว่ากรุงเทพมหานคร จะรับมืออย่างไร ขณะที่ปัจจุบันกรุงเทพมหานคร กับรัฐบาลยังไม่บูรณาการแผนงานร่วมกัน
ส่วนข้อแนะนำนั้นขณะนี้มีวิธีเดียวคือพร่องน้ำในคลอง เพราะการขุดลอกคูคลองอาจไม่ทันการ พร้อมทั้งต้องหารือกับรัฐบาลว่า จะต้องไม่ปล่อยน้ำเหนือผ่านเข้ามา นอกจากนั้น การที่รัฐบาลทุ่มงบประมาณสร้างพนังกั้นน้ำให้สูงขึ้น อาจจะยิ่งทำให้กรุงเทพมหานครมีความเสี่ยงมากขึ้น หากฝนตกหนักเป็นเวลานาน และเขื่อนก็เริ่มปล่อยน้ำลงมา ซึ่งอาจเกิดปัญหาเหมือนกับเมืองนิวออร์ลีนส์ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเมื่อเกิดพายุกำแพงก็จะกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ
สำหรับน้ำท่วมภาคกลางนั้นมีหลายปัจจัยไม่ใช่เฉพาะน้ำเหนือเท่านั้น ซึ่งปีนี้น่าห่วงเรื่องร่องมรสุมที่อยู่นานผิดปกติ อีกทั้งน้ำเหนือก็คาดว่าจะมาถึงกรุงเทพมหานคร ประมาณเดือนตลุาคมนี้เช่นกัน และช่วงนั้นก็อาจจะมีน้ำทะเลหนุนด้วยซึ่งถ้า 3 น้ำมาเจอกันกรุงเทพฯ ก็อาจต้องเจอปัญหาใหญ่
ส่วนในระยะยาวกรุงเทพมหานครจะต้องปรับท่อระบายน้ำให้ใหญ่ขึ้นจากที่ระบายได้ 60 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงเป็น 100 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงและขุดลอกคูคลองให้ลึกขึ้น ขณะที่แนวคิดที่จะก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้นคิดว่าเขื่อนไม่ใช่มาตรการเบ็ดเสร็จที่ให้แก้ปัญหาทั้งหมด แต่จะต้องมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีหากบริหารจัดการไม่ดีเขื่อนอาจจะกลายเป็นปัญหา รัฐบาลต้องให้คำตอบเรื่องความคุ้มค่าให้ได้